วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

บัวลอยไข่หวาน


บัวลอยไข่หวาน




ส่วนผสม
แป้งข้าวเหนียว 50 กรัม
น้ำเปล่า (สำหรับผสมตัวแป้ง) 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำคั้นใบเตย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 250 กรัม
น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
หัวกะทิคั้นข้นๆ 1/2 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1/4 ถ้วยตวง
ไข่ไก่ 3 ฟอง

วิธีทำ
1. ผสมน้ำเปล่ากับน้ำตาลทรายให้เข้ากัน ใส่กระทะตั้งไฟพอเดือด จนส่วนผสมเป็นน้ำเชื่อมข้นๆ เบาไฟอ่อนๆ รอจนน้ำเชื่อมเป็นยางมะตูมอ่อนๆ เบาไฟอ่อน
2. ผสมแป้งข้าวเหนีว 25 กรัมกับน้ำเปล่า และผสมแป้งที่เหลือกับน้ำคั้นใบเตย นวดจนเนียน ปั้นเป็นเม็ดกลมเล็ก ใส่ก้อนแป้งลงต้มจนแป้งสุกใสและลอยขึ้น ตอกไข่ไก่ลงไปต้มในน้ำเชื่อม จนไข่สุกลอยขึ้น
3. ตั้งกะทิให้เดือด ใส่เกลือป่นคนจนละลาย
4. ตักบัวลอยใส่ถ้วย ตักน้ำกะทิราดข้างบน จัดเสิร์ฟ

ถ้าอยากมีลูกบัวลอยสีอื่นๆก็ใช้น้ำคั้นจากผัก-ผลไม้ที่มีสีสันก็ได้นะคะ


























ขอบคุณ ; http://www.horapa.com/images/stories/bualoykhaiwan.jpg

ขนมน้ำดอกไม้


ขนมน้ำดอกไม้


ขนมไทยอีกชนิดที่มีความหอมหวานในตัว และมีเสน่ห์ของขนมที่ลง ตัว อีกทั้งยังทำได้ง่าย ไม่มีเครื่องปรุง หรือขั้นตอนที่ยุ่งยากอะไรนัก มี ความหอมอร่อยที่ได้จากน้ำลอยดอกมะลิ ความนุ่มนวลของตัวแป้งที่ทำ ให้ขนมชนิดนี้ บ่งบอกถึงความอ่อนโยนของคนไทย ที่แสดงออกมาในตัว ขนม ปัจจุบันยังหาซื้อทานได้ทั่วไป เพียงแต่ความหอมของน้ำดอกมะลิ อาจจะไม่ค่อยได้กลิ่น เนื่องจากแม่ค้าบางรายไม่ประณีตนัก ทำให้อาจจะ ขาดเสน่ห์ไปบ้าง ก็คงต้องเลือกหาร้านที่ถูกใจเสียหน่อย และมั่นใจว่ามี ความประณีตอย่างแท้จริงในการทำขนมไทยออกวางขาย

ส่วนผสม
น้ำลอยดอกมะลิ
แป้งข้าวเจ้า
แป้งมันสำปะหลัง
น้ำตาลทราย
สีผสมอาหาร 2-3 สี
1 1/2 ถ้วยตวง
1 1/2 ถ้วยตวง
1 1/2 ถ้วยตวง
1 ถ้วยตวง

วิธีทำ
1. เอาแป้งข้าวเจ้ากับแป้งมันสำปะหลังมาผสมเข้าด้วยกัน แบ่งแป้งเพื่อใส่สีผสมอาหาร แล้วนวดจนให้สีกลืนกันออกเป็นสีอ่อนๆ โดยน้ำลอยดอกมะลิรินใส่ลงไปทีละน้อย
2. นวดแป้งจนแป้งเข้ากันดีเป็นเนื้อแป้งเนียน
3. จากนั้น เอาน้ำตาลต้มกับน้ำสะอาด 1 ถ้วยตวง พอน้ำตาล ละลายกลายเป็นน้ำเชื่อม ก่อนนำมาใช้ให้กรองด้วยผ้าขาว บางก่อน
4. เอาน้ำเชื่อมนวดพร้อมกับแป้งที่นวดไว้จนเข้าเป็นเนื้อเดียว
5. เอาถ้วยตะไลวางเรียงในรังถึง เพื่อทำการนึ่งถ้วยตะไลที่ยัง ไม่ได้หยอดขนมด้วยไฟค่อนข้างแรง เพื่อให้ถ้วยตะไลร้อน จัดมาก ๆ (ประมาณ 15 นาที)
6. ตักเนื้อขนมหยอดลงไปในถ้วยตะไลจนเต็มถ้วย
7. นำขึ้นนึ่งอีก 15 นาที เมื่อขนมสุก บริเวณผิวหน้าขนมจะมีรอยบุ๋มลง

เคล็ดลับ
การที่เอาถ้วยตะไลนึ่งไฟแรง ๆ ก่อน ก็เพื่อให้ตัวขนมไม่ติดกับถ้วย ตะไล สามารถแคะออกได้สะดวก มะลิที่ใช้ลอย ต้องมั่นใจว่าไม่มี ยาฆ่าแมลงปะปน มิฉะนั้นจะตายหมู่กันทั้งคนกินและคนทำ


































ขอบคุณ : http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=26

ผลไม้ลอยแก้ว


ผลไม้ลอยแก้ว


1. ลองหลับตานึกถึงภาพผลไม้หลากสีหลายรส ทั้งเปรี้ยวจี๊ดหวานจัด มีกลิ่นหอม หั่นชิ้นสวยๆมาวางจัดใส่จานแก้วใสๆ เติมน้ำแข็งบดลงไปอีกสักนิด พอน้ำแข็งเริ่มละลายผสมกับน้ำเชื่อมกลิ่นส้ม คุณว่าอร่อยขนาดไหน ว่าแล้วก็รวบรวมผลไม้ในใจคุณก่อนเลย จากนั้นเคี่ยวน้ำเชื่อมด้วยน้ำตาลทรายขาว น้ำส้มซันคิสต์ (จากผลส้มสดสัก 2 ลูก) ขูดเอาผิวลงผสมด้วยเล็กน้อยพอแค่ได้กลิ่น มากเกินไปจะขม

2. ปอกหั่นตัดแต่งผลไม้ให้สวย แต่อย่าลืมว่าผลไม้ที่จะนำมาเชื่อมลอยแก้วนั้นไม่ควรสุกมากเพราะเนื้อจะเละเวลาเชื่อม เตรียมผลไม้ที่สุกง่ายไว้หลังสุด นำหม้อน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ขึ้นตั้งบนเตา ใช้ความร้อนปานกลาง พอน้ำเชื่อมเริ่มเดือดปุด เติมน้ำส้มสดพร้อมผิวส้มและเกลือป่น ชิมรสดูหวานมากไปให้เติมน้ำมะนาวได้เล็กน้อย

3. เมื่อน้ำเชื่อมเดือดดีแล้วค่อยๆใส่ผลไม้ที่เตรียมไว้ลงเชื่อมทีละชนิด แค่ผลไม้สุกเป็นพอ ปิดไฟ ฉีกใบสะระแหน่โรยใส่ พักให้เย็น ระหว่างพักจนความร้อนค่อยๆเย็นลงนั้น ผลไม้ที่เชื่อมจะยังสุกต่อไป ตอนเชื่อมจึงต้องระวังอย่าให้ผลไม้สุกมากไปเพราะเมื่อเนื้อผลไม้เย็นก็จะเละเทะไม่น่าดู ไม่น่าทาน จากนั้นตักใส่จาน โรยน้ำแข็งบด พร้อมเสิร์ฟได้เลย






































ขอบคุณ: http://www.horapa.com/images/stories/FoodTips/loykaeaw.jpg

ขนมครก


ขนมครก



เครื่องปรุงตัวแป้ง
1.แป้งข้าวเจ้า (แห้ง) 1 ถ้วยตวง
2.น้ำ 2 ถ้วยตวง
3. ข้าวสุก 1/3 ถ้วยตวง
4. มะพร้าวทึนทึกขูดขาว1/2 ถ้วยตวง
5. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
6.น้ำร้อน 1/2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องปรุง หน้ากะทิ
1.หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
2. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
3. เกลือป่น 1 1/2 ช้อนชา

เครื่องใช้เฉพาะ
เตาขนมครก ลูกประคบ (กากมะพร้าวห่อ ด้วยผ้า ขาว โดยใช้ผ้าสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 6x6 นิ้ว )

วิธีทำ
1.ใส่กากมะพร้าวตรงกลางรวบ ชายผ้าเข้า มาทุกด้าน
2. ผูกเชือกให้กาก มะพร้าวรวมตัว เป็นก้อนกลมแผ่น ทิ้งชายไว้สำหรับจับช้อน สำหรับแคะขนมครก น้ำมัน สำหรับทาเบ้าขนมครก
3. ตวงแป้ง 1 ถ้วยตวงใส่ชามผสม เติมน้ำ 1 ถ้วยตวง คนให้เข้ากัน แล้วแช่ไว้ 12 ชั่วโมง หรือค้างคืน
4. บดข้าวสุก 1/3 ถ้วยตวง มะพร้าวขูด ถ้วยตวง พร้อมน้ำอีก 1 ถ้วยตวง
5. ใส่เบลนเดอร์จนละเอียดดี หรือโม่ด้วยโม่หินก็ได้
6. เทมะพร้าวและข้าวสุกที่บดแล้วลงในชามแป้งที่แช่ไว้ เติมเกลือป่น คนให้เข้ากันดี ใช้เป็นตัวแป้งขนมครก
7. ผสมกะทิ น้ำตาล และเกลือด้วยกัน คนให้น้ำตาลละลายตั้งเตาขนมครกบนไฟอ่อน ๆ ให้ร้อนจัด จึงใช้ลูกประคบ แตะน้ำมันพืชเช็ดเบ้าขนมครกทุกเบ้าให้ชุ่มน้ำมัน ตักแป้งหยอดลงในเบ้าประมาณค่อนเบ้า รอสักครู่จึงหยอดหน้ากะทิลงประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ ปิดฝารอจนขอบแป้งเกรียมเหลือง จึงใช้ช้อนแซะขึ้นใส่ถาด















































ขอบคุณ ; http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=29

เครื่องปรุงขนมไทย


เครื่องปรุงขนมไทย


ใบเตย ให้สีเขียว และกลิ่นหอม โดยโขลกให้ละเอียดคั้นน้ำแล้วกรองเอากากออก
ดอกมะลิ ใช้ลอยน้ำ โดยล้างดอกมะลิให้สะอาดแล้วลอยน้ำไว้ในตอนเย็น พอรุ่งเช้าจึงนำดอกมะลิออก จะทำให้น้ำหอมหรือจะอบขนมทั้งดอกโดยใส่ในขนมแล้วปิดฝาไว้ก็ได้
ดอกกุหลาบ แกะกลีบ แล้วใส่ลงบนขนมปิดฝา
ดอกกระดังงา ต้องลนไฟเสียก่อน แล้วฉีกกลีบละ 2-3 ชั้นใส่ในขนมปิดฝาไว้
ดอกอัญชัน ใช้ดอกแช่ในน้ำร้อน จะได้สีน้ำเงินอมฟ้า ถ้าบีบมะนาวลงไปจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง
เทียนอบ จุดไฟให้เทียนลุกแล้วดับให้มีควันมากๆ ใส่ลงในขนม ปิดฝาภาชนะให้ควันอยู่ในนั้น
น้ำปูนใส ทำจากปูนแดงที่รับประทานกับหมากประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด
ประมาณ 4-5 ถ้วย ตั้งให้ตกตะกอนมีคุณสมบัติช่วยให้ส่วนผสมกรอบขึ้นและทำให้เนื้อผลไม้ที่จะเชื่อมเนื้อเหนียวขึ้น
งาคั่ว ก่อนคั่วควรเลือกเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออกแล้วนำไปล้างในกระชอน ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ เอาใส่กระทะตั้งไฟอ่อนๆ ตลอดเวลาจนงาเป็นสีเหลืองสวยเทใส่ถาด ผึ่งให้เย็นเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิด
มะพร้าว ใช้มะพร้าวแก่จัด ขูดแล้วคั้นให้ได้เป็นกะทิ มี 2 ลักษณะคือ มะพร้าวขูด
ดำจะเป็นมะพร้าวที่ขูดทั้งผิวเปลือกดำส่วนมะพร้าวขูดขาวต้องปอกเปลือก
ผิวดำออกให้หมดจึงนำไปขูดเมื่อคั้นเป็นกะทิจะได้กะทิขาวสวย
ทองคำเปลว เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ปิดทองพระพุทธรูปใช้เพื่อให้เกิดความสวยงามมีค่าขึ้น
นิยมตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ปะหน้าขนมเช่น จ่ามงกุฎ ทองเอก
สาคู มี 2 ขนาด คือเม็ดเล็กและเม็ดใหญ่ใช้ประกอบอาหารแตกต่างกันออกไปสาคูเม็ดเล็กใช้ทำสาคูไส้หมู สาคูเปียก หมกมณี ส่วนสาคูเม็ดใหญ่ใช้ทำสามแช่ สาคูบัวลอย
น้ำตาลปีก หรือน้ำตาลเมืองเพชร ใช้ทำน้ำกะทิลอดช่องขนมหม้อแกง
น้ำตาลทรายขาว นิยมทำน้ำเชื่อม ที่ต้องการความใสเช่น น้ำเชื่อม ไข่แมงดา ทองหยิบ
ข้าวเม่า เป็นข้าวที่เปลือกนอกเริ่มเหลือง ยังไม่แข็งพอที่จะเป็นข้าวสาร จึงเก็บเกี่ยว
เมล็ดมาคั่วและพรมน้ำเกลือ เมื่อเมล็ดข้าวสุกดีแล้ว ใส่ลงในครกตำข้าวโขลก
จนเมล็ดข้าวแบบทั่วกัน

ข้าวเม่าราง เมื่อโขลกข้าวเม่าจนเมล็ดแบบดีแล้ว นำใส่กระทะใหญ่ ๆ คั่วให้พองกรอบอีก
ทีหนึ่งแล้วฝัดแกลบและรำออก
ข้าวกล้อง คือข้าวที่ขัดสีไม่มาก สีไม่ขาว มีวิตามินและเกลือแร่มากเป็นข้าวเจ้า
แป้งข้าวเจ้า เมื่อทำให้สุกโดยวิธีกวน เมื่อเย็นแล้วจะแข็ง วิธีทำให้นิ่มคือใส่น้ำมันพืชลงนิด
หน่อยในส่วนผสมแป้งแล้วจึงกวน
แป้งเท้ายายม่อม ใช้แทนแป้งมันได้ให้คุณสมบัติเช่นเดียวกัน คือ เหนียวใสทำให้ส่วนผสมขึ้นเงา
แป้งถั่ว มีคุณสมบัติทำให้ขนมแข็งอยู่ตัวร่วนไม่ติดภาชนะ จึงควรผสมกับแป้งข้าวเจ้า
แป้งข้าวโพด คุณสมบัติช่วยให้อาหารข้นเหนียวนุ่มแต่ไม่เหนียวเท่าแป้งมัน ถ้าใช้แป้งผสม
น้ำต้องค่อย ๆ เทน้ำใส่แป้งทีละน้อยแป้งจะไม่เป็นเม็ด
ข้ามเหนียวดำ,ขาว คุณสมบัติคล้ายกัน แต่ข้าวเหนียวดำมีความเหนียวน้อยกว่าและเวลาทำขนมจะ
สีดำ ถ้าเป็นแป้งข้าวเหนียวดำต้องผสมข้าวเหนียวขาว ขนมจะนุ่มและสีไม่ดำ
เกินไป
วุ้นชนิดเส้น มีลักษณะเหมือนเชือกฟางขาวใสเส้นยาว เมื่อจะใช้ล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วนำไป
ต้มในน้ำ แล้วจึงเติมน้ำตาล








































ขอบคุณ : http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=36

ขนมไทยในเทศกาลต่างๆ


ขนมไทยในเทศกาลต่างๆ


ขนมไทยได้เข้ามามีบทบาทในงานบุญตั้งแต่อดีตมาแล้วที่คนไทยทำขนมพิเศษ ๆ เฉพาะงานบุญขึ้น นั่นหมายถึงในปีหนึ่ง ๆ จะมีการทำขนมชนิดนั้นเพียง ๑ ครั้งเท่านั้น เนื่องจากทำยากและต้องใช้แรงใจแรงกายของคนหลาย ๆ คนร่วมกัน ชาวบ้านจะทำขนมนั้น ๆ ในปริมาณมาก ซึ่งถ้าเหลือจากงานบุญก็จะนำไปแจกจ่ายเพื่อนบ้านและเก็บไว้กินเอง หากจะเรียกขนมไทยในงานบุญนี้ว่าขนมตามฤดูกาลก็คงจะไม่ผิดนัก

เทศกาลตรุษสงกรานต์ สมัยก่อน คนไทยถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ ก่อนที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จะกำหนดให้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบปฏิทินสากลตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ จนกระทั่งปัจจุบัน

เดิมทีเทศกาลขึ้นปีใหม่สงกรานต์ของไทยเราจะกำหนดวันงานไว้ ๓ วันด้วยกัน โดยถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายน เป็นวันสงกรานต์ วันที่ ๑๔ เมษายนเป็นวันเนา และวันที่ ๑๕ เมษายนเป็นวันเถลิงศก ขึ้นจุลศักราชใหม่ตามสุริยคติ ข้าวเหนียวแดงและกะละแมเป็นพระเอกและนางเอกในเทศกาลตรุษสงกรานต์ การกวนข้าวเหนียวแดงและกะละแมนั้นต้องใช้แรงมาก จึงต้องอาศัยช่วงเทศกาลนี้ที่มีพ่อแม่พี่น้อง และญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมประชุมกันโดยพร้อมเพรียง ร่วมแรงร่วมใจกันทำ เมื่อเสร็จแล้วก็นำไปทำบุญที่วัดร่วมกัน สะท้อนให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีในครอบครัวและในสังคมไทย

การทำขนมปีใหม่ของคนไทยสมัยก่อนจึงต้องทำให้เสร็จก่อนวันสงกรานต์ เพราะเมื่อถึงวันงานชาวบ้านจะไปทำบุญเลี้ยงพระและก่อพระเจดีย์ทรายที่วัดแล้วจึงรดน้ำดำหัวเล่นสงกรานต์กันไปทั้ง ๗ วัน ขนมปีใหม่ของไทยจึงเป็นขนมพื้นเมืองที่ทำขึ้นแล้วสามารถเก็บไว้ได้หลายวันคือข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวแดง และกะละแม ในบรรดาขนมทั้งสามชนิดนี้ การกวนกะละแมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ใช่ว่าชาวบ้านจะนิยมกวนกันทุกปี ส่วนใหญ่มักจะทำข้าวเหนียวแก้วบ้าง ข้าวเหนียวแดงบ้างสลับกันไป เพราะสองอย่างนี้ทำได้ง่ายกว่า หรือถ้าบ้านไหนตั้งใจจะกวนกะละแม และเป็นครอบครัวใหญ่มีญาติพี่น้องมาก บรรยากาศช่วงกวนกะละแมจะคึกคักเป็นพิเศษ ทุกคนจะช่วยกันเตรียมการประมาณ ๒ วัน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่เป็นลูกหลาน จะถือเป็นเรื่องสนุกสนานเพราะไม่เพียงแต่ได้กินกะละแมก้นกระทะเท่านั้น ยังอาจจะได้กินมะพร้าวเผา อ้อยเผาอีกด้วย การกวนกะละแม สิ่งที่ต้องใช้ได้แก่ น้ำตาลหม้อหรือน้ำตาลปีบ มะพร้าวและข้าวเหนียว ก่อนวันกวน ๑ วัน ชาวบ้านจะคัดเลือกมะพร้าวห้าวประมาณ ๑๐-๑๕ ลูก มาไว้เพื่อใช้คั้นน้ำกะทิตามนสัดส่วนที่ต่างจะต้องอาศัยความชำนาญว่าข้าวเหนียวกี่ทะนานต่อมะพร้าวกี่ลูกและใช้น้ำตาลในปริมาณเท่าใด ขั้นตอนแรก ต้องนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำเพื่อตักหยอดใส่โม่หิน แน่นอนว่าต้องใช้คนที่มีร่างกายแข็งแรงช่วยกันโม่ตั้งแต่ตอนบ่าย กว่าจะเสร็จก็ตกประมาณ ๓-๔ ทุ่มของวันเดียวกัน จากนั้นก็จะทับถุงน้ำแป้งไว้ด้วยลูกโม่ให้น้ำไหลออกจนเหลือเพียงเนื้อแป้งหมาด ๆ ในวันรุ่งขึ้นประมาณตีสามตีสี่ บรรดาผู้ใหญ่จะตื่นขึ้นมาช่วยกันทำขนมแสงไฟจากตะเกียงลานและตะเกียงลานและตะเกียงรั้วจะถูกจุดให้สว่าง เมื่อเด็กเห็นหรือได้ยินเสียงผู้ใหญ่พูดคุยกัน ก็อดลุกขึ้นมาร่วมวงไม่ได้ บางคนก็อาสาช่วยขูดมะพร้าวจำนวนไม่น้อยเลย จากนั้นก็จะคั้นมะพร้าวขูดด้วยน้ำลอยดอกมะลิใช้กรองแยกออกมาเป็นหัวกะทิและหางกะทิ ส่วนที่เป็นหัวกะทิให้เทลงกระทะใบใหญ่ เคี่ยวด้วยไฟจนแตกมัน แล้วตักใส่อ่างเก็บไว้

ขั้นต่อไป คือนำแป้งที่เตรียมไว้ใส่กะละมัง เทหาง กะทิและใส่น้ำตาลหม้อมาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันเสร็จ แล้วก็เทลงกระทะใบบัวคือกระทะเหล็กขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนเตา ใส่ฟืนให้ลุกโชนแล้วจึงเริ่มลงมือกวนกะละแมกันตั้งแต่เช้าประมาณเก้าโมง ช่วงแรกแป้งก็ยังเหลวอยู่ใช้พายด้ามเดียวก็กวนได้ง่าย ช่วงนี้เด็ก ๆ ที่นึกสนุกมักจะมาขอผู้ใหญ่กวน แต่กระนั้นก็ต้องคอยขูดก้นกระทะเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้แป้งไหม้ติดก้นกระทะ และพอแป้งงวดข้นเหนียวเดือดเป็นฟองแล้วเด็ก ๆ ต้องระวังไม่ให้ฟองแตกถูกตัว เพราะจะทำให้ผิวหนังพองและแสบมาก เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ผู้ใหญ่มักจะลงมือกวนเอง มีการราไฟและเร่งไฟบ้างเป็นจังหวะ จนกระทางแป้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ แล้วค่อย ๆ เป็นสีน้ำตาลแก่ ช่วงนี้แป้งและน้ำตาลจะเหนียวหนุบหนึบขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องออกแรงกวนมากเป็นพิเศษ ราว ๖ โมงเย็นของวันนั้น กะละแมก็จะกลายเป็นสีดำและเหนียวมากจนแทบจะกวนไม่ไหวต้องใช้พายอันที่สองเข้าช่วยเพราะไม่อย่างนั้นก้นกระทะจะไหม้ได้ ถ้าสังเกตเห็นว่าก้นกระทะทำท่าจะไหม้แล้วต้องรีบเติมหัวกะทิที่เคี่ยวแตกมันแล้วลงไป โดยใส่ทีละน้อยตั้งแต่เวลาบ่ายแก่ ๆ เป็นต้นมา ฟ้าเริ่มมืด กะละแมที่กวนก็เหนียวได้ที่ดีแล้ว จึงค่อย ๆ ราไฟในเตาให้อ่อนลง เพื่อป้องกันไม่ให้ก้นกระทะไหม้ จากนั้นจึงใช้พายทั้ง ๒ ด้ามตักกะละแมใส่กระด้งที่ปูด้วยเปลือกกาบหมากเพราะกาบหมากจะช่วยให้กาละแมมีกลิ่นหอมกว่าใบตอง เป็นอันเสร็จขั้นตอนในการกวนกะละแม เพื่อเก็บไว้กินในวันรุ่งขึ้น ส่วนใหญ่เด็ก ๆ มักจะอดใจไม่ไหวจะคอยขูดกะละแมที่ก้นกระทะกินกันก่อนอย่างเอร็ดอร่อย บางคนก็จะนำมะพร้าวอ่อนบ้างอ้อย บ้าง มาหมกไฟที่ยังพอมีเชื้ออยู่เพื่อให้มีกลิ่นหอมมากขึ้น

..........ปัจจุบัน ประเพณีการให้ขนมปีใหม่เป็นกะละแม ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว เริ่มไม่เป็นที่นิยมแล้ว เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักจะซื้อของขวัญอย่างอื่นมอบให้กันในวันปีใหม่ แต่ก็ใช่ว่าขนมทั้งสามชนิดนี้จะหมดไปจากสังคมไทยเพราะทุกวันนี้ก็ยังเห็นมีกะละแมห่อเป็นคำเล็ก ๆ น่ารับประทานวางขายกับข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวแดง ตามร้านขายขนมไทยอยู่ทั่วไป อีกทั้งไม่ได้เจาะจงว่า จะต้องมีเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ของไทยเท่านั้น

เทศกาลสารทไทย

เทศกาลสารทไทยเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับทางภาคกลางจะมีการรวมพลในแต่ละบ้านหรือในหมู่บ้าน เพื่อกวนกระยาสารทไปทำบุญถวายพระ โดยมีกล้วยไข่ผลงามสุกปลั่งเคียงคู่กันไปด้วย ส่วนทางภาคใต้เทศกาลสารทไทยหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่างานสารทเดือน ๑๐ นี้ เป็นประเพณียิ่งใหญ่ประจำปีที่จัดขึ้นในระดับจังหวัดโดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นจัดขึ้นอย่างเอิกเกริกเลยทีเดียว ขนมในงานบุญสารทเดือน ๑๐ ของชาวปักษ์ใต้มีหลายชนิดด้วยกัน อาทิ ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซำ ขนมพอง ขนมไข่ปลา ขนมโค ขนมแดง ฯลฯ

งานบุญออกพรรษาหรืองานตักบาตรเทโว

ข้าวต้มมัดหรือข้าวต้มผัดเป็นดาวดวงเด่นของงานบุญออกพรรษาหรืองานตักบาตรเทโวของภาคกลางจะห่อและมัดเป็นกลีบโดยใช้ใบตองและเชือกกล้วย ส่วนทางใต้ห่อเป็นทรงกรวยโดยใช้ใบกะพ้อแต่แต่ไม่มัด บางท้องถิ่นห่อเป็นก้อนด้วยใบเตยหรือใบอ้อย แล้วไว้หางยาว เรียกว่า "ข้าวต้มลูกโยน" การนำข้าวต้มมัดมาใส่บาตรทำบุญจนเกิดขึ้นเป็นธรรมเนียมนั้นมีจุดประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ใช้เป็นเสบียง ในการเดินทางไปเผยแพร่พระธรรมคำสอนซึ่งยึดเป็นแบบแผนมาตั้งแต่สมัยโบราณ

งานมงคลต่างๆ

.ในงานมงคลต่าง ๆ ของไทยอย่างงานแต่งงาน งานทำบุญอายุ งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวช ฯลฯ ขนมไทยได้เข้าไปมีบทบาทในสำรับอาหารหวานที่ทำขึ้นเลี้ยงพระและสำรับอาหารหวานสำหรับเลี้ยงแขกเหรื่อมาเนิ่นนานแล้ว เนื่องจากความเชื่อที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาว่า ขนมหวานเป็นอาหารพิเศษสำหรับผู้มีบุญ ความหวานช่วยสร้างสรรค์มิตรภาพและความรัก ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าสำหรับสังคมไทยแล้ว ขนมหวานของไทยมีความหมายเกี่ยวข้องกับบุญกุศล ความรัก ความสุข และความสามัคคี

งานทำบุญเลี้ยงพระ

ขนมหวานของไทยที่นิยมทำขึ้นเพื่อทำบุญเลี้ยงพระในงานมงคล ได้แก่ ขนมตระกูลทองทั้งหลาย อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองเอก และขนมที่มีชื่ออันเป็นมงคลอย่าง ขนมถ้วยฟู ขนมชั้น ฯลฯ ขนมที่ใช้เฉพาะในพิธีแห่ขันหมากงานแต่งงานก็มี ขนมกง ขนมสามเกลอ ขนมพระพาย ขนมโพรงแสม ขนมชะมด ฯลฯ ขนมที่ใช้ติดกัณฑ์เทศน์ก็มีขนมหน้านวล ขนมชั้น ขนมฝักบัว ขนมผิง ขนมทองม้วน ฯลฯ

งานแต่งงาน

.ขนมในงานมงคลอื่น ๆ ก็มีชื่ออันเป็นมงคลและมีความหมายไปในทางที่ดี เช่นกัน อาทิ
* ขนมกงหรือขนมกงเกวียน ซึ่งหมายถึงกงเกวียนที่หมุนไปข้างหน้าเช่นเดียวกับพระธรรมจักร ความหมายที่ต้องการสื่อถึงงานแต่งงานก็คือ ต้องการให้คู่บ่าวสาวรักและครองคู่อยู่ด้วยกันชั่วนิจนิรันดร์
* ขนมสามเกลอ ซึ่งเป็นขนมที่แสดงถึงความสามัคคี และไม่มีวันพรากจากกัน โดยใช้เป็นขนมเสี่ยงทายในงานแต่งงาน ลักษณะของขนมสามเกลอเป็นลูกกลม ๆ เรียงกัน ๓ ลูกแบบก้อนเส้า การเสี่ยงทายจะดูกันตอนทอด กล่าวคือ ถ้าทอดแล้วยังอยู่ติดกัน ๓ ลูก ถือว่าบ่าวสาวจะรักใคร่กลมเกลียวกัน ถ้าทอดแล้วติดกัน ๒ ลูกแสดงว่าจะมีลูกยากหรือไม่มีเลย และถ้าหลุดจากกันหมด ไม่ติดกันเลย แสดงว่าชีวิตคู่จะไม่ยั่งยืนหรือชีวิตสมรสจะไม่มีความสุข อีกนัยหนึ่ง…ถ้าทอดขนมสามเกลอแล้วพองฟูขึ้นจะถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกับราวกิ่งทองกับใบหยก แต่ถ้าทอดแล้วด้าน ไม่พองฟู ก็ถือว่าใช้ไม่ได้


สาเหตุที่คนไทยในสมัยโบราณใช้ขนมดังกล่าวในงานมงคลก็เนื่องจากชื่ออันเป็นมงคลนั่นเอง โดยเฉพาะชื่อขนมที่มีคำว่า "ทอง" ประกอบ คนไทยเราถือว่าทองเป็นของดีมีมงคล ซึ่งการที่นำขนมที่มีคำว่า "ทอง" มาใช้ในงานมงคลก็เพื่อที่จะได้มีบุญกุศลมีเงินมีทอง มีลาภยศ สรรเสริญ สมขื่อขนมนั่นเอง

งานเลี้ยงต่างๆ

.........นอกจากงานบุญและงานมงคลดังกล่าวแล้ว ในสมัยก่อนยังมีงานเลี้ยงใหม่ของเหล่าเศรษฐีและข้าราชการผู้มีเมตตามุทิตาประจำใจซึ่งจะเรียกชาวบ้านมากินขนมกัน ขนมที่ถูกนำมาเลี้ยงในงานนี้ก็คือ ขนมสี่ถ้วยอันได้แก่ ขนมไข่กบหรือเม็ดแมงลัก ขนมนกปล่อยหรือลอดช่อง ขนมนางลอยหรือข้าวเม่า และขนมไอ้ตื้อหรือข้าวเหนียวดำนึ่ง ขนมทั้ง ๔ ชนิดนี้ จะรับประทานร่วมกับน้ำกะทิ เรียกได้ว่าคนกินอิ่มอร่อยสบายท้อง คนทำคนปรุงได้บุญ และคนออกเงินเลี้ยงก็สุขใจที่ได้ทำบุญทำทานขนมไทยนัยแห่งยศถา

























ขอบคุณ : http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=30

แป้งที่ใช้ในการประกอบขนมหวานไทย


แป้งข้าวเจ้า (Riceflour)
เป็นแป้งที่ทำจากเมล็ดข้าวเจ้า มีลักษณะเป็นผงมีสีขาวจับแล้วสากมือเล็กน้อย เมื่อทำให้สุกจะมีลักษณะขุ่นร่วน ถ้าทิ้งให้เย็นจะอยู่ตัวเป็นก้อน ร่วนไม่เหนียว จึงเหมาะที่จะประกอบอาหาร ที่ต้องการความอยู่ตัวร่วนไม่เหนียวหนืด เช่น ขนมขี้หนู ขนมกล้วย เส้นขนมจีน ฯลฯ สมัยก่อนนิยมโม่กันเอง โดยล้างข้าวสารก่อน แช่ข้าวโดยใส่น้ำให้ท่วมแช่จนข้าวนุ่ม จะโม่ง่าย ในปัจจุบันนิยมบดด้วยเครื่องบดไฟฟ้าบดให้ละเอียดแล้วจึงห่อผ้าขาวบางทับน้ำทิ้งจะได้แป้งข้าวเจ้าเรียกแป้งสด

แป้งข้าวเหนียว (Glutinous Riceflour)
เป็นแป้งที่ทำมาจากเมล็ดข้าวเหนียว ที่มีลักษณะเป็นผงสีขาว จับแล้วสากมือเล็กน้อย เมื่อนำไปทำให้สุกจะมีลักษณะขุ่นข้น เหนอะหนะ พอแป้งถูกความร้อนจะจับตัวเป็นก้อนค่อนข้างเหนียว เหมาะในการนำมาประกอบอาหารที่ต้องการความเหนียวเกาะตัว เช่น ขนมเทียน ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ฯลฯ

แป้งมันสำปะหลัง (Cassave Starch)
ทำมาจากหัวมันสำปะหลัง มีลักษณะเป็นผงสีขาว จับผิวสัมผัสของแป้งจะเนียน ลื่นมือ เมื่อทำให้สุกจะเหลวเหนียวหนืดและใช้ เมื่อพักให้เย็นจะมีลักษณะเหนียวเหนอะหนะคงตัว นิยมนำมาผสมกับอาหารที่ต้องการความเหนียวหนืดและใส เช่นทับทิมกรอบ เต้าส่วน ฯลฯ ในการทำขนมหวานไทยนิยมนำแป้งมันสำปะหลังมาผสม กับแป้งชนิดอื่น ๆ เพื่อให้ขนมมีความเหนียวนุ่มกว่าการใช้แป้งชนิดเดียว เช่น ขนมชั้น ขนมฟักทอง ขนมกล้วย ฯลฯ

แป้งข้าวโพด (Corn Starch)
เป็นแป้งที่สกัดมาจากเมล็ดข้าวโพด มีลักษณะเป็นผงสีขาวเหลืองนวลจับแล้วผิวสัมผัสของแป้งเนียนลื่นมือเมื่อทำให้สุก จะมีลักษณะข้นและใสไม่คืนตัวง่าย เมื่อเป็นตัวแป้งจะอยู่ตัวจับเป็นก่อนแข็งร่วนเป็นมันวาว ในขนมหวานไทย นิยมนำมาผสมกับอาหารเพื่อต้องการความข้นอยู่ตัว เมื่อสัมผัสดูเนื้อแป้งเนียนละเอียดลื่น

แป้งถั่วเขียว (Mung bean Starch)
เป็นแป้งที่สกัดมาจากถั่วเขียว เมล็ดแห้งมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆจับผิวสัมผัสแล้วจะสากมือ ก่อนใช้ควรนำมาบดให้เป็นผงก่อน เมื่อทำให้สุกจะมีลักษณะข้นค่อนข้างใส เมื่อพักให้เย็นจะจับตัวเป็นก้อนแข็งอยู่ตัวค่อนข้างเหนียว เหมาะในการทำอาหารที่ต้องการความใสอยู่ตัว เช่น ซาหริ่ม ขนมลืมกลืน ฯลฯ

แป้งท้าวยายม่อม (Arrowroot Starca)
สกัดมาจากหัวมันท้าวยายม่อม มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ สีขาวเป็นเงา เวลาใช้ต้องบดให้ละเอียดเป็นผง เมื่อนำไปประกอบอาหารจะให้ความข้นเหนียวหนืดและใส เมื่อทำให้เย็นจะเหนียวตัวกว่าแป้งมันสำปะหลัง นิยมนำมาใช้ร่วมกับแป้งชนิดอื่น ๆ เพื่อให้ได้อาหารที่มีความข้นเหนียว เป็นมันวาว เช่น ขนมชั้น ขนมน้ำดอกไม้ ฯลฯ

แป้งสาลี (Wheat Flour)
ทำจากเมล็ดข้าวสาลี ลักษณะเป็นผงมีสีขาวเมื่อทำให้สุกจะมีลักษณะร่วนเหลว ไม่อยู่ตัวคุณภาพของแป้งสาลีขึ้นอยู่กับปริมาณโปรตีนในเมล็ดขาวสาลี ซึ่งทำให้ได้ลักษณะของขนมต่างกัน แป้งสาลียังแบ่งออกเป็นชนิด ต่าง ๆ ตามคุณสมบัติของแป้งคือ

แป้งสาลีสำหรับทำขนมปัง (Bread Flour) ทำจากข้าวสาลีชนิดหนัก มีปริมาณโปรตีน 12-13 เปอร์เซนต์ แป้งมีสีขาวนวล เมื่อสัมผัสผิวแป้งจะหยาบกว่าแป้งสาลีชนิดอื่น ปริมาณโปรตีนสูง ทำให้แป้งขนมปังสามารถดูดน้ำได้มาก มีความยืดหยุ่น เหนียว เหมาะสำหรับการทำขนมปัง ปาท่องโก๋ (แต่แป้งชนิดนี้ไม่นิยมนำมาขนมหวานไทย ส่วนใหญ่ใช้ทำขนมอบ)

แป้งสาลีอเนกประสงค์ (All purpose Flour) ทำจากข้าวสาลีชนิดหมัก และชนิดเบาผสมรวมกัน มีโปรตีน 9-10 เปอร์เซนต์แป้งมีสีขาวนวล ลักษณะหยาบแต่น้อยกว่าแป้งขนมปัง ให้ความเหนียวพอควร แต่คุณภาพจะสู้แป้งขนมปังไม่ได้ ใช้ทำผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น คุกกี้ พาย กรอบเค็ม กะหรี่พัฟ

แป้งสาลีสำหรับทำเค้ก (Care Flour) ทำจากข้าวสาลีชนิดเบา มีปริมาณโปรตีน 6-9 เปอร์เซนต์ สีขาวเนื้อแป้งละเอียด เมื่อนำมาผสมน้ำจะดูดซึมน้ำได้น้อยได้ก้อนแป้งที่เหนียวติด คือ เหมาะสำหรับทำขนมสาลี ขนมฝรั่ง ขนมเค้ก ฯลฯ








































ขอบคุณ : http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=28

ประวัติความเป็นมาของขนมไทย


ประวัติความเป็นมาของขนมไทย


" ข้าวนม " " เข้าหนม " " ข้าวหนม " ล้วนเป็นคำอันเป็นที่มาของคำว่า "ขนม" ซึ่งมีผู้สันทัดกรณีหลายท่านตั้งข้อสันนิษฐานไว้ เริ่มตั้งแต่คำแรก "ข้าวนม" ที่นักคหกรรมศาสตร์หลายท่านบอกต่อ ๆ กันมาว่าน่าจะมาจากคำคำนี้ เนื่องจากขนมมีอิทธิพลมาจากอินเดียที่ใช้ข้าวกับนมเป็นส่วนผสมสำคัญที่สุดในการทำขนมแต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากนมไม่มีบทบาทสำคัญในขนมไทยเลย ขนมไทยใช้มะพร้าวหรือกะทิทำต่างหาก

สำหรับ "เข้าหนม" นั้น พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิญาณได้ทรงตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า "หนม" เพี้ยนมาจาก "เข้าหนม" เนื่องจาก "หนม" นั้นแปลว่าหวาน แต่กลับไม่ปรากฏความหมายของ"ขนม" ในพจนานุกรมไทย มีเพียงบอกไว้ว่าทางเหนือเรียกขนมว่า "ข้าวหนม" แต่ถึงอย่างไรก็ไม่พบความหมายของคำว่า "หนม" ในฐานะคำท้องถิ่นภาคเหนือเมื่ออยู่โดด ๆ ในพจนานุกรมเช่นกัน

อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย คำว่า "ขนม" อาจมาจากคำในภาษาเขมรว่า "หนม" ที่หมายถึงอาหารที่ทำมาจากแป้ง เมื่อลองพิจารณาดูแล้วพบว่าขนมส่วนใหญ่ล้วนทำมาจากแป้งทั้งนั้น โดยมีน้ำตาลและกะทิเป็นส่วนผสม ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า "ขนม" เพี้ยนมาจาก "ขนม" ในภาษาเขมรก็เป็นได้

ไม่ว่าขนมจะมีรากศัพท์มาจากคำใดหรือภาษาใด ขนมก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมไทยด้วยฐานะของขนมไทยอย่างเต็มภาคภูมิ และคนไทยเองก็ได้ชื่อว่าเป็นชนชาติหนึ่งที่ชอบกินขนมเป็นชีวิตจิตใจ

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างขนมไทยกับคนไทยก็คือวรรณคดีมรดกสุโขทัยเรื่องไตรภูมิพระร่วง ซึ่งกล่าวถึงขนมต้มที่เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งไว้

ขนมไทยเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในสมัยอยุธยา ดังปรากฏข้อความในจดหมายเหตุหลายฉบับ บางฉบับกล่าวถึง "ย่านป่าขนม" หรือตลาดขนม บางฉบับกล่าวถึง "บ้านหม้อ" ที่มีการปั้นหม้อ และรวมไปถึงกระทะ ขนมเบื้อง เตาและรังขนมครก แสดงให้เห็นว่าขนมครกและขนมเบื้องนั้น คงจะแพร่หลายมากจนถึงขนาดมีการปั้นเตาและกระทะขาย บางฉบับกล่าวถึงขนมชะมด ขนมกงเกวียนหรือขนมกง ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมลอดช่อง จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันถือได้ว่าเป็นยุคทองของการทำขนมไทย ดังที่จดหมายเหตุฝรั่งโบราณได้มีการบันทึกไว้ว่า การทำขนมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชาวโปรตุเกสอย่างท่านผู้หญิงวิชาเยนทร์หรือบรรดาศักดิ์ว่า ท้าวทองกีบม้า ผู้เป็นต้นเครื่องขนมหรือของหวานในวัง ได้สอนให้สาวชาววังทำของหวานต่าง ๆ โดยเฉพาะได้นำไข่ขาวและไข่แดงมาเป็นส่วนผสมสำคัญอย่างที่ทางโปรตุเกสทำกัน ขนมที่ท่านท้าวทองกีบม้าทำขึ้นและยังเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบันก็ได้แก่ ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหม้อแกง และรวมไปถึง ขนมทองโปร่ง ขนมทองพลุ ขนมสำปันนี ขนมไข่เต่า ฯลฯ

ล่วงจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ผู้ทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กล่าวไว้ว่าในงานสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้มีเครื่องตั้งสำรับหวานสำหรับพระสงฆ์ ๒,๐๐๐ รูป ประกอบด้วย ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล

ในกาพย์ห่อโคลงเห่เรือชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้กล่าวชมเครื่องหวานหรือขนมไทยหลายชนิดด้วยกัน อาทิ ข้าวเหนียวสังขยา ขนมลำเจียก ขนมทองหยิบ ขนมทองหยอด ขนมผิง ขนมรังไร ขนมช่อม่วง ขนมบัวลอย ฯลฯ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ การทำขนมไทยก็เป็นหนึ่งในตำราอาหารไทยนั้น จึงนับได้ว่าการทำขนมไทยและวัฒนธรรมขนมไทย เริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างมีระบบระเบียบในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง แม่ครัวหัวป่าก์เป็นตำราอาหารไทยเล่มแรก ประพันธ์โดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ในตำราอาหารไทยเล่มนี้ปรากฏรายการสำรับของหวานเลี้ยงพระอันประกอบด้วย ขนมทองหยิบ ขนมฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมหันตรา ขนมถ้วยฟู ข้าวเหนียวแก้ว ขนมลืมกลืน วุ้นผลมะปราง ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าคนไทยนิยมทำขนมใช้ในงานบุญ ซึ่งก็เป็นแบบแผนต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา




































ขอบคุณ: http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=31

น้ำตาลกับขนมไทย


น้ำตาลกับขนมไทย


น้ำตาล หวานนี้มีไว้ ถนอมอาหาร : ..........ถ้าเอ่ยถึงขนม ไม่ว่าจะเป็นขนมไทยหรือขนมของชาติไหน ๆ รสชาติแรกที่คนทั่วไปต้องนึกถึงก็คือรสหวาน โดยเฉพาะขนมไทยนั้นถึงกับมีคำเรียกกันติดปากว่าของหวานเลยทีเดียว นั่นคงเป็นเพราะการขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติความหวานที่มีอยู่มากมาแต่ไหนแต่ไรนั่นเอง และหากจะให้นึกกันต่อไปว่า ถ้าเอ่ยถึงความหวานคนส่วนใหญ่หรือคนทุกคนจะนึกถึงอะไรเป็นอันดับแรกแน่นอน…ทุกคนต้องนึกถึง "น้ำตาล"

น้ำตาล เป็นเครื่องปรุงที่ทุกบ้านต้องมีติดครัว เรียกได้ว่าเป็นเครื่องปรุงชุดพื้นฐานสำหรับปรุงอาหารทั้งคาวและหวานมาแต่สมัยโบราณแล้ว ในสมัยก่อนคนไทยเราไม่มีน้ำตาลทรายใช้อย่างปัจจุบัน ก็จะใช้น้ำตาลโตนดที่ได้จากกการปาดน้ำหวานจากรวงตาลแทน น้ำตาลโตนดนี้มีหลายรูปแบบเรียกชื่อตามภาชนะที่ใส่ เช่น ถ้าอยู่ในปีบก็เรียกว่าน้ำตาลปีบ ถ้าอยู่ในหม้อก็เรียกว่า น้ำตาลหม้อ ถ้าเพียงแค่หยอดเป็นก้อน ๆ ลักษณะเหมือนดินสอพอง แต่ใหญ่กว่าก็เรียกว่า น้ำตาลงบ เป็นต้น


ภายหลังเมื่อมีน้ำตาลที่มีลักษณะตกผลึกเป็นเกล็ดซึ่งเรียกว่าน้ำตาลทรายใช้ ก็ใช้น้ำตาลทรายเป็นหลักกันแทบทุกครัวเรือน น้ำตาลทรายมีอยู่ ๒ แบบ แบบแรกเรียกว่าน้ำตาลทรายแดง เพราะมีสีน้ำตาลออกแดง เนื่องจากยังไม่ผ่านกรรมวิธีในการฟอกขาวที่สำคัญก็คือยังมีวิตามินและเกลือแร่เหลืออยู่ ส่วนน้ำตาลทรายอีกชนิดหนึ่งนั้นผ่านการฟอกขาวจนไม่เหลือวิตามินและเกลือแร่แล้ว มีเพียงคาร์โบไฮเดรตล้วน ๆ เราเรียกว่าน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายนี้เองที่เรานิยมนำมาใช้ในการถนอมอาหาร เกี่ยวกับวิธีการถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลนั้นคนไทยเรารู้จักใช้กันมานานแล้ว ซึ่งวิธีการที่ใช้กันมาแต่โบราณเลยก็คือ การเชื่อมและการกวน อาหารที่นำมาเชื่อมและกวนนี้ที่นิยมกันมากก็คือผลไม้ชนิดต่าง ๆ ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเก็บถนอมผลไม้ไว้ไม่ให้เน่าเสียไว้กินเองในครอบครัว หรือแบ่งปันในหมู่เครือญาติและเพื่อนบ้าน ให้ได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อยทั่วถึง จะเห็นได้ว่าแม้คนในสมัยก่อนจะไม่ได้เรียนรู้ทฤษฎีหรือหลักการในการถนอมอาหารเชิงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างคนสมัยนี้ แต่ก็สามารถถนอมอาหารด้วยวิธีการง่าย ๆ เพื่อเก็บรักษาไว้กินนาน ๆ .........


การฉาบ

การใช้น้ำตาล ในการถนอมอาหารนั้นปัจจุบันก็ยังคงใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกับผลไม้ และผลิตผลทางการเกษตรอื่น ๆ ที่ทำให้ได้มาซึ่งขนมไทย ๆ รสชาติหวาน ๆ มัน ๆ การใช้น้ำตาลฉาบหรือเคลือบเป็นวิธีถนอมอาหารที่ทำให้อาหารคงทนและเก็บไว้ได้นานวิธีหนึ่ง เพียงต้มน้ำตาลให้จับตัวกันข้นสักนิด แล้วนำอาหารที่ต้องการถนอมไว้ด้วยวิธีการฉาบ ลงไปก็จะได้อาหารหรือขนมรสชาติเยี่ยมเก็บไว้กินนาน ๆ ขนมที่ผ่านการถนอมอาหารด้วยวิธีนี้ก็ได้แก่ กล้วยฉาบ มันฉาบ เผือกฉาบ ครองแครง ไข่เหี้ย รังนก ฯลฯ

การกวน

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เราได้ขนมรสชาติอร่อยลิ้นไว้กินกันจนแทบลืมเรื่องวันหมดอายุไปเลย การกวนเป็นการลดปริมาณน้ำในเนื้ออาหารที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง อาหารที่นำมากวนส่วนใหญ่เป็นผลไม้สุกที่เหลือจากกินสด ๆ เช่น มะม่วง กล้วย มะยม ฯลฯ ที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรก็มีบ้าง เช่น มัน ถั่ว เผือก ข้าวเหนียว ฯลฯ วิธีการทำนั้นก็ไม่ยากเลย เพียงแต่ต้องใช้เวลานานสักหน่อยเท่านั้นเอง ก่อนอื่นต้องนำเนื้อผลไม้หรือผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องการกวนนั้นมายี หรือขยี้ให้เนื้อแตกแล้วใส่ลงในกระทะทองเหลือง ตั้งไฟอ่อน ๆ ใช้ไม้พายกวนหรือคนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้น้ำระเหยออกและไม่ให้เนื้ออาหารติดกระทะ ระหว่างนั้นก็ใส่น้ำตาลลงไป ถ้าอาหารที่ นำมากวนนั้นต้องการรสชาติมัน ๆ เพิ่มขึ้นด้วยก็ใส่มะพร้าวขูดหรือน้ำกะทิลงไป เติมเกลือสักเล็กน้อยเพื่อชูรส กวนจนเนื้อข้นเหนียวจึงค่อยยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด มีอาหารที่ทำโดยวิธีการกวนอีกชนิดหนึ่งที่เพียงกวนแป้งและกะทิให้เข้ากับน้ำตาล (ถ้าจะให้ดีควรใช้น้ำตาลปีบ) เท่านั้นก็มีรสชาติหวานมันอร่อยอย่าบอกใครเชียว รับรองได้ว่าต้องเคยได้กินกันทุกคน ขนมกวนที่ว่านี้ก็คือกะละแมนั่นเอง

การแช่อิ่ม

เป็นการถนอมอาหารที่ทำให้ได้อาหารรสชาติอร่อยและแปลกไปอีกแบบ การแช่อิ่มคือการนำอาหารแช่ลงไปในน้ำเชื่อม น้ำตาลจะเป็นตัวช่วยดึงน้ำออกจากอาหารทำให้จุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสียไม่สามารถเจริญเติบโต้ได้ ในขณะเดียวกันน้ำตาลจะซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อแทนอณูของน้ำจนอิ่มตัว ทำให้เพิ่มรสหวานมากยิ่งขึ้น อาหารแช่อิ่มที่คนทั่วไปนิยมกินกัน โดยเฉพาะในหมู่สาว ๆ นั้นคงไม่พ้นผลไม้แช่อิ่มรสเปรี้ยวทั้งหลาย เช่น มะม่วง มะดัน มะยม มะขาม ฯลฯ การแช่อิ่มนี้ทำให้ได้รสชาติผลไม้แบบหวานซ่อนเปรี้ยว เพราะความหวานจะเข้าไปผสมกลมกลืนกับความเปรี้ยว จนบางทีก็ลืมเปรี้ยวไปเลย ผลไม้ที่ผ่านการถนอมอาหารโดยวิธีการแช่อิ่มนี้ นอกจากจะมีรสชาติอร่อยลิ้นแล้วยังมีราคาสูงพอสมควรอีกด้วย ถ้าจะกล่าวว่าการแช่อิ่มทำให้อาหารมีราคาสูงขึ้นก็คงจะไม่ผิด เพราะตอนที่เป็นผลไม้สดนั้นมีราคาเพียงกิโลกรัมละไม่กี่บาท แต่เมื่อนำมาแช่อิ่ม รอเวลาสักนิด พอให้ผลไม้ได้ซึมซับความหวาน นำออกมาขายจะได้ราคาถึงหลายเท่าตัว


การดอง

เป็นวิธีการถนอมอาหารที่คล้าย ๆ กับการแช่อิ่ม ต่างกันตรงที่การดองนี้ใช้น้ำตาลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หนักไปทางเกลือมากหน่อย เรียกได้ว่าในการดองนั้นมีเกลือเป็นพระเอก และมีน้ำตาลเป็นพระรอง การดองอาหารชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผลไม้รสเปรี้ยวต้องเติมเชื้อจุลินทรีย์ลงไปด้วย แต่ถ้าเป็นผลไม้เปรี้ยว ๆ อย่างมะม่วง มะยม มะดัน ฯลฯ นั้นไม่จำเป็นเพราะเขาจะใช้ความเค็มจัดบวกกับความเปรี้ยวที่มีอยู่แล้วแทนผลไม้ดอง ได้แก่ มะยมดอง มะม่วงดอง ฝรั่งดอง พุทราดอง มะกอกดอง มะขามดอง ฯลฯ

นอกจากวิธีการถนอมอาหารดังได้กล่าวมานี้แล้ว น้ำตาลยังสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง โดยเฉพาะนำมากินคู่กับขนมในรูปของน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ แล้วมีน้ำแข็งใสขาว ๆ ฟู ๆ ถ้ายิ่งได้กินในฤดูร้อนด้วยแล้วชื่นใจอย่าบอกใครเชียว น้ำเชื่อมที่ใช้ในการทำขนมน้ำเชื่อมก็คือน้ำตาลทรายเจ้าเก่า ต้มน้ำกับน้ำตาลทรายในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ถ้าต้มพอให้หวานมีลักษณะเป็นน้ำเชื่อมที่ค่อนข้างใส ก็ใช้กินคู่กับขนมหรือผลไม้ลอยแก้วต่าง ๆ เช่น กระท้อนลอยแล้ว ลูกตาลลอยแก้ว ข้ามต้มน้ำวุ้น วุ้น สามแซ่ ฟักเชื่อม มะม่วงเชื่อม ฯลฯ หรือจะใช้กินคู่กับน้ำดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพก็ได้ เช่น น้ำใบบัวบก น้ำมะตูม น้ำใบเตย น้ำตะไคร้ ฯลฯ

แต่ถ้าเคี่ยวน้ำตาลต่อไปจนค่อนข้างข้นก็ใช้ต้มสุกขนมไทยได้ เช่น ถ้าข้นน้อยหน่อยก็ใช้ทำฝอยทอง น้ำเชื่อมที่พอจะต้มฝอยทองได้ก็คือน้ำเชื่อมที่เดือดจนมีฟองใหญ่อยู่ตรงกลาง ซึ่งเมื่อลองเอาพายคนดูจะข้นพอประมาณ ถ้าน้ำเชื่อมมีฟองมากยิ่งขึ้นและมีความข้นมากขึ้นอีกก็เหมาะสำหรับต้มทองหยิบ และถ้าน้ำเชื่อมข้นมาก เมื่อเดือดจะมีฟองเต็มกระทะเหมาะสำหรับต้มทองหยอด นอกจากนี้เรายังใช้น้ำเชื่อมเชื่อมผลไม้และผลิตผลทางการเกษตรอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น มันเชื่อม เผือกเชื่อม แห้วเชื่อม กล้วย (ชนิดต่าง ๆ) เชื่อม ฟักทองเชื่อม ฯลฯ ขนมที่ต้มกับน้ำเชื่อมนี้เก็บไว้กินได้หลายวัน ดังนั้นการต้มขนมไทยโดยใช้น้ำเชื่อมนี้จึงเป็นวิธีการถนอมอาหารไปในตัว

ส่วนน้ำกะทินั้นนิยมใช้น้ำตาลปีบ เพราะจะได้ความหอมแบบไทย ๆ ไปอีกแบบ ว่ากันว่าน้ำตาลปีบนั้นจับคู่กับกะทิได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวที่สุด ยิ่งถ้าได้กลิ่นเทียนอบร่ำเข้าไปด้วยแล้วจะยิ่งน่าลิ้มรสมากขึ้น น้ำกะทินี้มักกินคู่กับเผือกต้ม แตงไทย ลอดช่อง ข้าวเหนียวดำนึ่ง เม็ดแมงลัก ฯลฯ






























ขอบคุณ: http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=32

ทับทิมกรอบ



ทับทิมกรอบ

ส่วนผสม
แห้วต้มหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ หรือมันแกว1 ถ้วย
แป้งมัน1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย150 กรัม
น้ำทำน้ำเชื่อม3/4 ถ้วย
มะพร้าวขาว250 กรัม
น้ำแข็ง
สีขนมสีแดง หรือสีอื่นๆตามชอบ

วิธีทำ
1. ละลายสีแดงกับน้ำเล็กน้อย แช่แห้วพอติดสี ตักขึ้นคลุกแป้งให้ติดมากๆ ใส่กระชอนร่อนให้แป้งร่วน
2. ต้มน้ำ 5 ถ้วยให้เดือด ลวกเม็ดทับทิม พอลอย 3 นาที ตักขึ้นใส่น้ำเย็น ตักใส่ผ้าขาวบางไว้
3. คั้นมะพร้าวใส่น้ำ 1/4 ถ้วย คั้นให้ได้ 3/4 ถ้วย
4. ผสมน้ำเชื่อมกับกะทิ เวลารับประทานให้ตักเม็ดทับทิมใส่ถ้วย ใส่น้ำแข็ง































ขอบคุณ: http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=39

ขนมฟักทอง



ขนมฟักทอง


เครื่องปรุง

ฟักทองปอกเปลือก นำไปนึ่ง500 กรัม
มะพร้าวขูด500 กรัม
แป้งข้าวเจ้า1 ถ้วย
แป้งมัน1 ถ้วย
น้ำตาลทราย1 ถ้วย

วิธีทำ
1. บดฟักทองที่นึ่งให้ละเอียด
2. คั้นมะพร้าวด้วยน้ำอุ่น 1/2 ถ้วย คั้นให้ได้กะทิ 1 1/4 ถ้วย(แบ่งมะพร้าวขูดขาวไว้ 1 ถ้วย สำหรับโรยหน้าขนม)
3. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล เข้าด้วยกัน ใส่ฟักทอง นวดให้เข้ากัน
4. ตั้งลังถึงให้น้ำเดือด นึ่งขนมประมาณ 15 นาที ยกลง ปล่อยให้เย็นแล้วตัดเป็นชิ้นพอคำ หรือชิ้นตามชอบ(จะตักใส่ทระทง นึ่งเป็นกระทงก็ได้หรือหยอดใส่พิมพ์ขนมก็สวยดี)

































ขอบคุณ : http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=40

สาคูเปียกลูกแปะก้วย




สาคูเปียกลูกแปะก้วย

ส่วนผสม

สาคูเม็ดเล็ก 1 ถ้วยตวง

ลูกแปะก๊วยต้มพอสุก 1/2 ถ้วยตวง

น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวงน้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง


วิธีทำ

1. นำสาคูไปเลือกเอาผงออก สงให้สะเด็ดน้ำ แล้วพักไว้

2. ต้มแปะก๊วยให้พอสุกนิ่ม พักไว้

3. ผสมน้ำตาลทราย กับน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง ตั้งไฟให้เดือด ยกลงกรอง ยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยวสักครู่ ใส่แปะก๊วย พอเดือดสักครู่ ยกลง

4. ต้มน้ำเปล่าที่เหลืออีก 2 ถ้วยตวง จนเดือด เทสาคูลง คนให้ทั่ว ทิ้งไว้สักครู่ จนสาคูสุกและใส

5. ใส่แปะก๊วยที่เชื่อมไว้ ลงไปพร้อมน้ำเชื่อม คนให้เข้ากัน

6. ถ้าไม่หวานพอให้ใช้น้ำตาล ทำเป็นน้ำเชื่อมเติม ถ้าสาคูข้นขึ้น ให้เติมน้ำร้อนลงไป เพราะเวลาที่สาคูเย็น จะแห้งและข้นขึ้น

ขอบคุณ : http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=38

เทคนิคการทำขนมเค้ก



เทคนิคในการทำขนมเค้ก

1.ต้องร่อนแป้งก่อนชั่งหรือตวงเสมอ เพื่อให้แป้งกระจายและแตกตัว

2.เมื่อผสมแป้ง ผงฟู เกลือแล้ว ต้องร่อนเพื่อให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง

3.การทำเค้กให้ได้ดี ต้องร่อนแป้งหลายๆครั้ง (2-3 ครั้ง) การร่อนหลายๆครั้งเพื่อต้องการให้แป้งฟู

4.ทาเนยขาวที่พิมพ์หรือถาดอบ แล้วโรยแป้งเค้กอีกครั้งเพียงบางๆ แล้วเคาะส่วนที่เกินออก

5.เตรียมจุดเตาอบไว้ล่วงหน้าประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้เตาร้อนทันเวลา

6.การผสมเค้ก ควรผสมให้เบาๆมือ อย่ากวน และนำเข้าเตาอบทันที นอกจากเค้กบางชนิดเท่านั้น

7.อย่าเปิดเตาอบดูบ่อยๆเพราะจะทำให้ขนมยุบ

8.เมื่อขนมสุกแล้วให้พักไว้ในพิมพ์สักครู่ (ประมาณ 10 นาที)
เพื่อให้ขนมหดตัวและอุ่น แล้วจึงเคาะอกพักบนตะแกรงจนขนมเย็นสนิท จึงนำไปแต่งหน้า

9.ถ้าไม่แน่ใจว่าขนมจะสุกหรือไม่ ให้ใช้ไม่เล็กๆ ยาวพอสมควร
แทงลงไปกลางขนมเค้ก แล้วดึงออกมาดู ถ้าขนมไม่ติดไม้ แสดงว่าสุก ถ้ามีเศษแฉะๆติดไม้ออกมา แสดงว่ายังไม่สุก

10.น้ำตาลที่ใช้ทำเค้ก ควรใช้น้ำตาลเม็ดเล็ก หรือน้ำตาลทรายป่น อย่าใช้น้ำตาลทรายเม็ดใหญ่เพราะจะทำให้ละลายช้า

11.แป้งสาลีที่ใช้ทำเค้ก คือ แป้งเค้ก ยี่ห้อต่างๆ ที่ได้แนะนำไป ไว้ครั้งก่อน

12.เกลือที่จะใช้ ต้องเป็นเกลือป่นที่บรรจุกล่อง มีขายทั่วไป

13.ไข่ที่ใช้ต้องเป็นไข่ไก่ไม่ใช่ไข่เป็ด

14.ถาดหรือพิมพ์ที่ใช้บเค้ก ต้องเป็นถาดหรือพิมพ์ที่มีขอบสูงขึ้นมา

15.ใส่ขนมที่จะอบเพียง 2/3 ของพิมพ์หรือถาด

16.ทดลองผงฟูก่อนใช้ ตักผงฟู 1 ช้อนชา ใส่ในน้ำเย็น 1/2 ถ้วย ถ้าผงฟูนอนจมน้ำโดยไม่ลอยตัวขึ้นมา แสดงว่าเสีย ถ้าลอยขึ้นมา แสดงว่าดี
































ขอบคุณ:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=berrum-bakery&month=10-2007&date=05&group=4&gblog=3

ตะโก้แก้ว


เครื่องปรุง
แป้งถั่วเขียว 1 ถ้วยตวง
น้ำลอยดอกไม้ 4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
น้ำใบเตยคั้น 1/4 ถ้วยตวง

หน้าขนม
กะทิ 3 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1 ช้อนชา
กระทงใบเตย
แห้วต้มหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก 1/4 ถ้วยตวง

วิธีทำ
1. ตัวขนม ผสมน้ำลอยดอกไม้กับน้ำตาลทราย ตั้งไฟพอละลาย ยกลงกรองทิ้งไว้ให้เย็น
2. ผสมแป้งถั่วเขียว น้ำเชื่อมจากข้อ 1 น้ำใบเตย คนให้เข้ากัน ตั้งไฟกวนจนสุกใส ใส่แห้วคนให้เข้ากัน
3. ตักตัวขนมใส่ในกระทงประมาณ 3/4 ของกระทง
4. ผสมกะทิ แป้งข้าวเจ้า เกลือป่น เข้าด้วยกัน ยกขึ้นตั้งไฟกวนจนข้น แป้งสุกตักหยอดลงในกระทงที่มีตัวขนมจนเต็ม ทิ้งไว้ให้เย็นใช้ได้














































ขอบคุณ:http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=15

กล้วยบวชชี


กล้วยบวดชี


ส่วนผสมหลัก

กล้วยน้ำว้าสุก 12 ลูก
กะทิ 1,000 กรัม
หัวกะทิ 200 กรัม
น้ำตาลทราย 200 กรัม
เกลือ 5 กรัม

วิธีทำ
1. ปอกเปลือกกล้วยให้สะอาด หั่นให้เป็น 4 ชิ้น
2. ละลาย น้ำตาลทราย เกลือ ในกะทิ คนจนละลายหมด
3. ยกหม้อกะทิขึ้นตั้งไฟจนกะทิเริ่มเดือด ใส่กล้วยลงไป ต้มจนเดือด และกล้วยสุก
4. ใส่หัวกะทิ 200 กรัม ต้มให้เดือดอีกครั้ง ยกลง

หมายเหตุ
- สำหรับรับประทาน 12 คน

























ขอบคุณ: http://writer.dek-d.com/suwimon/story/viewlongc.php?id=326465&chapter=6


ขนมถั่วแปบ

ส่วนผสม ขนมถั่วแปบ
1. ถั่วเขียวซีกกระเทาะเปลือก 600 กรัม
2. แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
3. แป้งข้าวเหนียวดำ (ข้าวก่ำ) 200 กรัม
4. น้ำ 2 ถ้วย (3 ช้อนโต๊ะ สำหรับข้าวเหนียวดำ)
5. มะพร้าวขูด 1 ลูก
6. งาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ
7. น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
8. เกลือป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
9. ใบเตย
10. แครอท
11. มัน
12. เผือก
13. ดอกอัญชัน
14. ฟักทอง

วิธีทำ ขนมถั่วแปบ
1. นำถั่วเขียวซีกล้างน้ำล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำถั่วเหลืองซีกไปแช่น้ำประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อให้ถั่วนิ่มสะดวกต่อการนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไป
2. เมื่อแช่ถั่วเหลืองซีกครบ 3 ชั่วโมงแล้ว ให้เทน้ำออก นำถั่วเหลืองซีกวางบนผ้าขาวบางแล้วนำไปนึ่ง
3. เมื่อนึ่งถั่วเหลืองซีกสุกแล้ว ให้แบ่งถั่วเหลืองซีกออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกนำไปบดด้วยสากครก เติมเกลือเล็กน้อย เพื่อนำมาทำไส้ข้างในตัวแป้ง
ส่วนที่สองให้แยกไว้คลุกแป้งพร้อมมะพร้าว (มะพร้าวที่ใช้จะเป็นมะพร้าวไม่อ่อน หรือแก่จนเกินไป)
4. มาเตรียมในส่วนของตัวแป้งกันนะค่ะ
เริ่มจากสีที่จะผสมแป้ง นุ้ยใช้สีจากธรรมชาติทั้งหมดค่ะ
สีเขียว ได้จาก ใบเตย โดยการนำไป คั้นน้ำ ผสมแป้ง
สีฟ้า ได้จาก ดอกอัญชัน โดยการนำไป คั้นน้ำ ผสมแป้ง
สีเหลืองอ่อน ได้จาก มัน โดยการนำไป นึ่งและบด ผสมแป้ง
สีส้ม ได้จาก แครอท โดยการนำไป นึ่งและบด ผสมแป้ง
สีเหลืองเข้ม ได้จาก ฟักทอง โดยการนำไป นึ่งและบด ผสมแป้ง
สีม่วง ได้จาก เผือก โดยการนำไป นึ่งและบด ผสมแป้ง
นำใบเตย ดอกอัญชัน ไปคั้นน้ำเพื่อใช้ผสมแป้ง
นำมัน แครอท ฟักทอง เผือกไปนึ่งและนำไปบดเพื่อใช้ผสมแป้งมันนึ่งบด ฟักทองนึ่งบด แครอทนึ่งบด
เผือกนึ่งบด
5. เตรียมในส่วนของแป้ง แป้งข้าวเหนียวดำ

จะเพิ่มรสชาดในตัวแป้งให้มีรสแอบหวานนิดหน่อยโดยนำมันนึ่งบดมาใส่เล็กน้อย แล้วจึงใส่น้ำและนวดคลึงแป้งจนเป็นเนื้อเดียวกัน สังเกตจากแป้งข้าวเหนียว ถ้าแฉะให้เพิ่มแป้ง หรือมีผงแป้งเหลือไม่เกาะเป็นกลุ่มให้เพิ่มน้ำ นวดจนกระทั่งแป้งนุ่นเนียนสามารถปั้นได้
สีม่วงดำ จากแป้งข้าวเหนียวดำแป้งข้าวเหนียวสีขาว

วิธีการจะใช้แบบเดียวกันกันแป้งข้าวเหนียวโดยจะเพิ่มรสชาดในตัวแป้งให้มีรสหวานแอบนิดหน่อยโดยนำมันนึ่งบดมาใส่เล็กน้อย แล้วจึงใส่น้ำและนวดคลึงแป้งจนเป็นเนื้อเดียวกัน สังเกตจากแป้งข้าวเหนียวไม่ติดมือให้เพิ่มแป้ง หรือมีผงแป้งเหลือไม่เกาะเป็นกลุ่มให้เพิ่มน้ำ นวดจนกระทั่งแป้งนุ่นเนียนสามารถปั้นได้
สีเขียว จากน้ำใบเตยคั้น (การผสมแป้งในส่วนของน้ำให้เผื่อในส่วนของน้ำใบเตยคั้นด้วยนะค่ะ)
สีฟ้า จากน้ำดอกอัญชันคั้น (การผสมแป้งในส่วนของน้ำให้เผื่อในส่วนของน้ำดอกอัญชันคั้น ด้วยนะค่ะ)
สีเหลืองอ่อน จากการผสมแป้งกับมันนึ่งบด
สีส้ม จากการผสมแป้งกับแครอทนึ่งบด
สีเหลืองเข้ม จากการผสมแป้งกับฟักทองนึ่งบด
สีม่วง จากการผสมแป้งกับเผือกนึ่งบด
6. แบ่งแป้งออกมาประมาณ 10 กรัม ปั้นเป็นก้อนกลม และกดแบน
7. นำถั่วบดที่คลุกเกลือแล้ว ตักใส่กลางแป้งแล้วห่อ บีบตามชอบของแต่ละคนนะค่ะ จะแบบ หรือ เป็นจรวดแบบแม่นายก็ได้ค่ะ
8. ตั้งน้ำให้เดือด นำแป้งที่ห่อไส้ถั่วแล้วลงไปต้มในน้ำเดือด ต้มจนกระทั่งแป้งสุก นำขึ้นมาพัก
9. เตรียมถั่วนึ่ง และมะพร้าวขูด ผสมเกลือ
10. นำแป้งที่ลวกแล้วมาคลุกกับมะพร้าวขูดและถั่วที่คลุกกับเกลือแล้ว
11. นำงาขาวคั่วให้มีกลิ่นหอม ตำงาพอแตก คลุกด้วยน้ำตาลทราย พร้อมจัดวางขนมตามชอบค่ะ





















ขอบคุณ: http://www.nuihome.com/?p=1311